ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

หัวอก

๒๒ ก.ค. ๒๕๖๖

หัวอก

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๖

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๙๔๗. เรื่อง “ขอหนังสือสวดมนต์”

ขอโอกาสหลวงพ่อเพื่อเป็นกำลังใจในการสวดมนต์ภาวนา หากมีหนังสือสวดมนต์ และอยากได้ชีวประวัติหลวงพ่อด้วย ถ้ามีครับ

ตอบ : คำขอเนาะ เขาขอหนังสือสวดมนต์ ขอประวัติหลวงพ่อ หลวงพ่อไม่มี ประวัติหลวงพ่อไม่มี แล้วตั้งใจด้วยว่าไม่ทำ ทำไม่ได้ มันไม่มีคุณสมบัติพอ มันไม่ได้มีคุณงามความดีพอที่จะต้องให้คนศึกษา

แต่ประวัติหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ประวัติของครูบาอาจารย์เราท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านมีคุณงามความดีในตัวของท่าน ท่านมีมรรคมีผล มีการประพฤติปฏิบัติเป็นตัวอย่าง เป็นคติแบบอย่างให้กับอนุชนรุ่นหลัง เราภูมิใจที่จะทำประวัติของครูบาอาจารย์ แต่ประวัติของเราไม่ต้อง มันไม่มีคุณงามความดีพอ เก็บไว้

ฉะนั้น สิ่งนี้สิ่งที่ว่าขอหนังสือสวดมนต์ เราไม่ได้แจก หนังสือประวัติหลวงพ่อไม่มี ฉะนั้น ถือว่าจบ จบแล้ว

ถาม : ข้อ ๒๙๔๘. เรื่อง “หลักการภาวนา”

๑. ภาวนาพุทโธ เมื่อหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ภาวนาจนเหลือแต่พุทโธ ความรับรู้จับที่ปลายจมูกเหมือนคนไม่ได้หายใจ ไม่มีลมหายใจเข้าและออก ก็ให้เราอยู่กับพุทโธอย่างเดียวไปเรื่อยๆ ไม่ต้องพยายามตามลมกลับมาใช่ไหมเจ้าคะ หรือเราต้องพิจารณาอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่าเจ้าคะ

๒. ถ้าเราภาวนาพุทโธจนตัวพองใหญ่ เราควรภาวนาพุทโธต่อไป ไม่ต้องสนใจใช่ไหมเจ้าคะ

๓. ถ้าเราอธิษฐานขอพรให้ชาติหน้าเกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ร่มไทรของพระพุทธศาสนา ได้ทำทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา ได้บวชเป็นพระหรือชี ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ไม่ขอมีสามีและลูกอีก แบบนี้ดีไหมเจ้าคะ เอาไปบอกคุณแม่ว่าเราอธิษฐานพระแบบนี้ คุณแม่บอกว่าเกินไปเจ้าค่ะ น้อมกราบหลวงพ่อเจ้าค่ะ

ตอบ : นี่คำถามเนาะ

หนึ่ง เวลาฝึกหัดภาวนาๆ เราฝึกหัดภาวนาเริ่มต้น ถ้าเรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง ความเจริญรุ่งเรืองนี้ เจริญรุ่งเรืองมาจากครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติของท่าน เวลาประพฤติปฏิบัติของท่าน เห็นไหม

เหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพุทธประวัติ ประวัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะชนะมาร

เวลาเราหล่อพระๆ ปางสะดุ้งมาร ปางสะดุ้งมาร ปางนั้นน่ะเป็นปางที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาเข้าไปเผชิญกับมาร มีเทวดามาดีดพิณสามสาย เขาเขียนภาพวาดไว้เป็นจิตรกรรมฝาผนังไว้ตามวัดตามวา ว่าเทวดามาให้คติธรรมกับเจ้าชายสิทธัตถะ พิณสามสาย สายหนึ่งตึงเกินไป ดีดก็ขาด สายหนึ่งหย่อนเกินไป เสียงก็ไม่ดี ทางสายกลางๆ เห็นไหม เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเผชิญกับมาร

เวลาเผชิญกับมารขึ้นมา เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประพฤติปฏิบัติ มารขนไพร่พลจะมาทำลายบัลลังก์ในการประพฤติปฏิบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก “มาร เราไว้ทำบุญกุศลมากมายมหาศาล สิ่งที่จะเป็นพยานกับเราก็แม่พระธรณี”

แม่พระธรณีมาบีบมวยผม น้ำท่วมมารตายหมดเลย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เราจะบอกว่า เวลาในพุทธประวัติ สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เผชิญมาๆ เขาเขียนไว้ในจิตรกรรมฝาผนัง

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติของท่าน เวลาท่านปฏิบัติของท่าน ท่านเข้าไปรู้จักกิเลส ไปเห็นกิเลส ไปเผชิญหน้ากับกิเลส ไปชำระล้างกิเลส มันทุ่มเทด้วยความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะมากมายมหาศาล นี่ท่านทำคุณงามความดีภายในหัวใจของท่าน

ลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เชื่อมั่นว่าหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเป็นพระอรหันต์ ความเป็นอรหันต์นั้นน่ะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรคุ้มครองมา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เวลาเจริญขึ้นมาเจริญ เจริญมาด้วยมรรคด้วยผล เจริญมาด้วยคุณงามความดี เจริญขึ้นมาในแนวทางในพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนา ทาน ศีล ภาวนา

ฉะนั้น เวลาเจริญขึ้นมาๆ มันต้องมีเอกบุรุษ มีครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม ท่านได้ประพฤติปฏิบัติของท่านตามความเป็นจริงของท่าน แล้วท่านใช้ชีวิตของท่านเป็นแบบอย่าง จนชาวพุทธ พุทธบริษัท ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาของเรา เชื่อมั่นในครูบาอาจารย์ของเรา แล้วก็พยายามฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมา มันถึงเป็นครอบครัวกรรมฐาน เป็นกึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง

เวลาเจริญขึ้นมาแล้ว เห็นไหม หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดกับลูกศิษย์ของท่าน เวลาเขาอ่านประวัติหลวงปู่มั่นแล้วเขาเคารพบูชาหลวงปู่มั่นมาก ไปหาท่านที่วัด บอกว่า “ดิฉันศรัทธาในพระกรรมฐาน ศรัทธาในพระป่ามาก”

ท่านเห็นเพื่อประโยชน์กับเขา ท่านบอกว่า “เราเชื่อมั่นมากว่า ในลูกศิษย์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น มีทั้งผิดและถูก มีทั้งดีและชั่ว”

ฉะนั้น เวลาท่านทำตัวเป็นตัวอย่างจนเป็นความเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา ก็เกิดสำนักปฏิบัติมากมาย เกิดผู้ที่กลุ่มชนในพระกรรมฐานๆ มันทำให้มีการประพฤติปฏิบัติเฟื่องฟูขึ้นมา

พอเฟื่องฟูขึ้นมา ก็จะมาเข้าคำถามนี้ไง พอเฟื่องฟูขึ้นมา เห็นไหม

“๑. เวลาพุทโธๆ เมื่อหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ภาวนาจนเหลือแต่พุทโธ ความรับรู้จับที่ปลายจมูกเหมือนคนไม่มีอะไร หายใจไม่มีลมเข้าและออก ก็ให้เราอยู่กับพุทโธอย่างเดียวไปเรื่อยๆ ไม่ต้องพยายามตามลมกลับมาใช่ไหมเจ้าคะ หรือว่าต้องพิจารณาอะไรเพิ่มเติมไหมเจ้าคะ”

นี่ไง ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ๆ หรือในครอบครัวกรรมฐานนะ เราก็หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ มันต้องมีคำบริกรรม มันต้องมีการกระทำ

หลวงปู่มั่นท่านสั่งหลวงตาไว้ ตอนหลวงปู่มั่นท่านนิพพาน หลวงตาไปนั่งอยู่ที่ปลายศพหลวงปู่มั่นไง เพราะตอนนั้นท่านกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มไง มันต้องมีครูบาอาจารย์คุ้มครองดูแล แล้วครูบาอาจารย์ท่านก็นิพพานไปเสียแล้ว แล้วเราจะพึ่งใครล่ะ แล้วกิเลสมันก็ร้ายนัก กิเลสมันก็เสี้ยมอยู่ในหัวใจนัก ท่านนั่งทบทวนอยู่ที่ปลายเท้าหลวงปู่มั่นอยู่ ๒–๓ ชั่วโมง

สรุป สิ่งที่หลวงปู่มั่นสอนไว้ทั้งหมด หลวงปู่มั่นสั่งเอาไว้ว่า

“อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ ไม่เสีย”

เวลาเราประพฤติปฏิบัติแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นมันทิ้งผู้รู้ ทิ้งพุทโธไง เหมือนเราทำงานอยู่นี่ มือเราทำงานอยู่นี่ เราทำงานของเราไปเรื่อยๆ เวลาเรามีอะไรเกิดขึ้น ตกใจ ทิ้งหมดเลย มือว่างเปล่า

การทำงานอยู่ๆ เราปล่อยปละละเลยหมดเลย แล้วพอปล่อยไปแล้วนะ งานสำเร็จแล้ว งานสำเร็จแล้ว งานจบแล้ว เพราะเราปล่อยมือแล้ว อย่างนั้นหรือ

ฉะนั้น หลวงปู่มั่นท่านถึงสอนว่า “อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ”

แล้วผู้รู้กับพุทโธนะ ผู้รู้ก็คือจิตของเรา ความรู้สึกของเรา พุทโธคือคำบริกรรมของเรา แล้วเวลามันเผลอ มันไม่ได้ปล่อยหรอก มันหายไปเลย แล้วเริ่มต้นไม่ถูก แล้วทำอย่างไรไม่ได้

เครื่องมือการช่าง เครื่องมือการทำมาหากิน เราจับอยู่กับมือเรา เราทำงานของเราอยู่ แล้วเราทิ้งหมดเลย เราปล่อยวางหมดเลย เราปล่อยปละละเลยเลย อันนั้นคือการภาวนาหรือไม่ อันนั้นคือการทำงานอยู่หรือเปล่า

การทำงานอยู่ๆ แล้วปล่อยทิ้งหมดเลย ไม่มีอะไรเลย ทิ้งไปหมดเลย อย่างนั้นถูกต้องไหม

ฉะนั้น เวลาเขาบอกว่า เวลาหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ จนจับลมไม่ได้ จนหายไปหมดเลย

แล้วหายอะไรล่ะ

โดยธรรมชาตินะ เวลาพุทโธหายๆ มันหายโดยที่สติสัมปชัญญะสมบูรณ์มาก

คนภาวนาไม่เป็นส่วนใหญ่แล้วร้อยทั้งร้อย จะบอกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เราว่าร้อยทั้งร้อย เวลาลมหาย มันจะหาย มันจะตกใจมาก ลมหายใจ มันจะเกิดความช็อกในชีวิตเลยล่ะ เฮ้ย! ตายๆ ทุกคนจะกลัวมาก

แต่ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมนะ พุทโธมันต้องละเอียดขึ้น เห็นไหม ไม่ได้ทิ้งงานเลย ไม่ได้วางมือเลย ทำงานด้วยความชัดเจน จับเครื่องไม้เครื่องมือเต็มไม้เต็มมือเลย ทำสิ่งใดเครื่องไม้เครื่องมือจับเต็มไม้เต็มมือ ตั้งใจทำเต็มที่เลย งานมันใกล้เสร็จแล้ว

การประกอบสิ่งใด อู่ต่อเรือ อู่สร้างเครื่องบิน อู่สร้างจรวดจะไปอวกาศ เติมเชื้อเพลิงแข็ง เชื้อเพลิงไฮโดรเจน จะเติมอะไรก็แล้วแต่ สมบูรณ์ สมบูรณ์ มันสมบูรณ์ของมัน เต็มที่ของมัน

ถ้ามันจะเสร็จ งานเสร็จสมบูรณ์ เสร็จสมบูรณ์จะทำอะไรต่อ งานเสร็จสมบูรณ์ก็วางเครื่องมือไง เสร็จแล้ว งานเสร็จแล้ว

พุทโธๆ พอพุทโธมันจะหาย เครื่องมือก็ทิ้ง งานก็ไม่เสร็จ ไม่มีอะไรทั้งสิ้น

เวลามันจะเสร็จ มันเสร็จโดยตัวของมันเอง ถ้าเสร็จโดยตัวเองมันจะชัดเจนว่า ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ อัปปนาสมาธิสักแต่ว่าปรากฏ จิตมันเป็นอิสระ เป็นอิสระอย่างใด มันมีความรู้ชัดเจนของมันอย่างใด เห็นไหม ชัดเจนมาก เวลาพุทโธมันหาย มันหายแบบนี้ มันหายแบบเราวางทั้งหมดกลับมาเป็นอิสระกับใจของตน

แต่ในปัจจุบันนี้ นู่นก็ไม่มี นี่ก็หายไป

นั่นน่ะเผอเรอ นั้นน่ะมันเป็นอุปาทาน มันเป็นความเห็นผิด

“เห็นผิดที่ไหน ปฏิบัติชัดเจนอย่างนี้ ทุ่มเททั้งชีวิต ทำเต็มที่เลยล่ะ”

ก็วาสนาแค่นั้นไง หยาบละเอียดไง โลกกับธรรมไง ความเห็นร้อยแปด ความเห็นอย่างนั้นเพราะเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่เป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วยวุฒิภาวะของผู้ที่กระทำนั้น

แต่ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติแล้ว มันชัดของมัน แล้วไม่ถาม ชัดเจนมาก ถ้าชัดเจน นั้นถึงการทำความสงบของใจโดยแบบกรรมฐาน โดยข้อวัตรปฏิบัติ โดยการกระทำแบบหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น

จิตสงบก่อน จิตสงบก่อน ทำความสงบของใจเข้ามา ทำความสงบของใจเข้ามา ใจสงบแล้ว ศีล สมาธิ แล้วฝึกหัดใช้ปัญญาไปข้างหน้า

นี่มันศีลก็สูญ สมาธิก็ว่างๆ ว่างๆ จะทำอะไรก็คิดว่าฉันจะบรรลุธรรมๆ แล้วมันบรรลุทั้งนั้นน่ะ เต็มประเทศไทยเลย

บรรลุธรรมๆ บรรลุธรรมอะไรของมัน ธรรมของกิเลส 

นี่ข้อที่ ๑. จบ

“๒. ถ้าเราภาวนาพุทโธจนตัวพองตัวใหญ่ เราควรภาวนาพุทโธต่อไป ไม่ต้องสนใจมันใช่ไหมเจ้าคะ”

ตั้งสติไว้

ถ้าพุทโธๆๆ องค์ของสมาธิ วิตก วิจาร คือพุทโธ นึกขึ้นคือวิตกขึ้น ถ้าเราไม่วิตกขึ้น เราไม่นึก พุทโธไม่มี พุทโธก็สักแต่ว่า

ถ้าเรานึกขึ้น วิตกนึกขึ้นมา นึกขึ้นมาแล้ววิจาร คือพุทกับโธ พุทกับโธ ถ้าวิตก วิจาร ถ้ามันสมบูรณ์แบบ มันมีคุณงามความดีของมัน มันจะเกิดปีติ เกิดปีติแล้วมันจะเกิดความสุข เกิดความสุขแล้วจะเกิดความตั้งมั่น สมบูรณ์แบบในองค์ของสมาธิ ในองค์ของความสงบของใจ

ฉะนั้น เวลาพุทโธๆ ไป เกิดตัวใหญ่ตัวพองขึ้น เห็นไหม วิตก วิจาร จิตมันได้เคลื่อนไหว จิตได้เคลื่อนไหว มันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคน ถ้าปีติโดยความสุขธรรมดาก็ได้ ปีติโดยน้ำหูน้ำตาไหลก็ได้ ปีติโดยความอิ่มเอมก็ได้ ปีติโดยไปรู้เห็นต่างๆ ก็ได้ ปีติโดยตัวใหญ่ตัวพองขึ้นก็ได้

ปีติคือปีติ เราก็รับรู้โดยธรรมชาติ แล้วพุทโธต่อเนื่องไป เห็นไหม ห้ามทิ้งพุทโธ อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธเด็ดขาด

ปีติก็คือปีติ ตัวจะใหญ่ ตัวจะพอง ตัวจะกลวง กลวงข้างใน ข้างในว่างเปล่าหมดเลย รู้ขอบเขตเฉพาะผิวหนัง ร้อยแปด

ปีติคือปีติ เราก็รับรู้ตามธรรมชาติ แต่ปีตินั้นเกิดจากวิตก วิจาร จิตสงบนั้นเกิดจากวิตก วิจาร วิตก วิจารคือนึกขึ้น นึกถึงพุทโธ ผู้รู้ ไม่ทิ้งผู้รู้ ไม่ทิ้งพุทโธ เกาะสิ่งนี้ไป ดำเนินไปตลอดสาย อะไรจะเกิดขึ้น ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติใหม่ ฟ้าจะถล่ม ดินจะทลาย อะไรจะเกิดขึ้น ไม่สน พุทโธอย่างเดียว

แล้วมันเครียดน่ะ

เครียด เราก็บรรเทาของเราเอง เราหาทางออกของเราเอง นี้คือการทำงานของจิต

จิตมันไม่ทำงาน มันจะไม่มีผลงานของมัน

จิตทำงาน มันถึงจะมีงานของจิต

จิตวางเฉย จิตอุปาทาน จิตไม่รู้อะไรเลย แล้วมันจะเกิดอะไร ก็เกิดอุปาทานไง เกิดความต้องการแต่ไม่มีการกระทำ คนไม่ทำงาน ไม่ได้งาน จิตไม่บริกรรม จิตไม่มีการกระทำ ไม่ได้งาน งานคือความสงบ จบ

“๓. ถ้าเราอธิษฐานขอพรพระ ให้ชาติหน้าเกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ร่มไทรของพระพุทธศาสนา ได้ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา ได้บวชเป็นพระหรือชี ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ไม่ขอมีสามีและลูกอีก แบบนี้ดีไหมเจ้าคะ ไปบอกคุณแม่ คุณแม่บอกว่าอธิษฐานมากเกินไป”

ไม่มาก อธิษฐานพอดีๆ

อธิษฐาน อธิษฐานคือเป้าหมาย บารมีสิบทัศ พระพุทธเจ้าปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็สร้างสมเป็นพระโพธิสัตว์

เป้าหมายคืออธิษฐาน อธิษฐานว่าเป้าหมายจะทำสิ่งใด แล้วเราพยายามขวนขวายมีการกระทำถึงเป้าหมายของเรา นั่นน่ะสมความปรารถนา

ฉะนั้น สิ่งที่เราตั้งเป้าหมายไว้ ไม่ผิด ไม่ผิด ถูกต้อง แต่เราก็พยายามทำของเราไป ถ้าเราอยู่ในคุณงามความดี เราอยู่ในศีลในธรรมมันก็มีความสุขของมัน ถ้าเวลามันทุกข์มันยากขึ้นมา เราก็พยายามกระทำขึ้นมาให้อยู่ในศีลในธรรม ในการประพฤติปฏิบัติ บรรเทาทุกข์ บรรเทาทุกข์ของเราไป ถ้าเราทำต่อเนื่องของเราไปนะ จนเป็นจริตเป็นนิสัย

ทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง ถือศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทำสัมมาสมาธิได้หนหนึ่ง ทำสัมมาสมาธิได้หนหนึ่งไม่เท่ากับเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นหนหนึ่ง

เห็นไหม ภาวนามยปัญญามันจะชำระล้างกิเลส แก้กิเลสเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป

ฉะนั้น ทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง เราถือศีลถือธรรมของเรา เรามีคุณธรรมในหัวใจของเรา

สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดคือหัวใจของคน แล้วหัวใจของคนมันมีเป้าหมาย อธิษฐานบารมีคือเป้าหมายของเรา แล้วเราพยายามกระทำของเรา เพราะการเดินสู่เป้าหมายของตนก็มีการเดินทาง มันก็ต้องทุกข์ต้องยาก ต้องเหนื่อยต้องยากเหมือนกัน แต่เรามีเป้าหมายของเราไง

แต่ถ้าไม่มีเป้าหมายนะ มันก็วนอยู่กับโลกนี้ไง ถ้าอยู่กับโลกนี้ มีความสุขความทุกข์ก็เป็นสมมุติ สมมุติมันเป็นสุขสมมุติ ทุกข์สมมุติไง สุขเวทนา ทุกขเวทนาไง แต่ถ้าเวลาถึงที่สุดแห่งทุกข์ เกิดต่อไปชาติหน้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้บวชแล้วได้ประพฤติปฏิบัติถึงจนเป็นพระอรหันต์ สุขแท้ๆ

แต่มันยังอีกยาวไกล อยู่อนาคต เพราะกิเลสมันพลิกแพลงได้ กิเลสมันเปลี่ยนแปลงได้ เราจะทุกข์เราจะยากได้

ฉะนั้น เราทำคุณงามความดีของเราๆ เราตั้งเป้าหมาย อธิษฐานบารมี คือเป้าหมายของเรา แล้วเราก็ใช้ชีวิตโดยที่มีเป้าหมาย มีการกระทำที่ดีงามถูกต้องชอบธรรม จบ

ถาม : ข้อ ๒๙๔๙. เรื่อง “ลูกไม่เข้าใจ”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ลูกเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว มีลูกสองคน ลูกคนโตได้เข้ามหาวิทยาลัย อยู่หอข้างนอก เขาเริ่มมีความกดดันจากเพื่อนและการเรียน เวลาเขาโทรมาหาที่บ้าน ถ้าพูดอะไรไม่ถูกหูนิดหนึ่ง เขาจะอารมณ์เสีย และไปเท้าความสมัยเด็กว่า แม่ไม่ค่อยเอาใจใส่ แม่เคยปล่อยให้เดินเข้าบ้านคนเดียว ที่บ้านไม่มีรถเข้าถึงบ้าน ตอนนั้นเขาอยู่ ม.๖ แล้ว เพราะลูกติดทำงานอีกที่หนึ่ง จึงไม่สามารถมารับเขาได้ มันเป็นแค่ครั้งเดียว

เขาเรียนจบ ม.๖ พาเขาไปติว ไปเรียนเพิ่มเติมที่ต่างๆ ในกทม. วิ่งกันไปมาแทบทุกอาทิตย์ เขาเรียนดี แต่เขาบอกฝังใจตรงแม่ไม่เอาใจใส่

ทีนี้พอเราพูดอะไรไป เขาบอกว่าเขาไม่ฟัง พูดเหมือนเราเลี้ยงเขาเพราะเราทำไปตามหน้าที่

คนน้องเริ่มเข้ามหาวิทยาลัย มีความเข้าใจแม่มากกว่า คนโต เราพูดอะไรไปจะไม่ฟัง เขาจะเอาตัวเขาเป็นหลัก พอทะเลาะกันบ่อยๆ เขาก็เคยพูดว่าเขาไม่อยากอยู่ในโลกแล้ว ถ้าไม่มีเขา แม่คงสบาย

เราไม่เคยคิดแบบนี้ แต่ตอนนี้พูดอะไรไปเขาก็ไม่เข้าใจ

ลูกขอความเมตตาหลวงพ่อโปรดสั่งสอนแนะนำลูกว่าควรทำอย่างไรดี อยากให้จิตใจตัวเองสงบ ไม่อยากทะเลาะกับลูกของตัวเอง ไม่อยากเถียงกันเพื่อให้เขารู้สึกไม่ดี เพราะสิ่งที่สำคัญกับเรามากก็คือลูกเท่านั้น แต่ลูกไม่มีความเข้าใจเราเลย เขาบอกว่าตอนนี้เขาเหมือนใช้ชีวิตคนเดียว เพราะอยู่หอ ไม่ต้องมีเราก็อยู่ได้ ไม่รู้ในความห่วงใย

ขอความเมตตาหลวงพ่อโปรดชี้ทางให้ลูกที ทุกวันนี้ลูกคิดว่าเป็นแบบนี้เพราะลูกเคยทำกรรมกับเขาไว้ในชาติก่อน คิดว่าชาตินี้เขาคงไม่เข้าใจเรา แต่ไม่เป็นไร ทุกวันนี้คิดเพียงทำหน้าที่ให้ดี และพาให้เขาตลอดรอดฝั่งในวันที่เขาจะอยู่ได้โดยไม่มีเรา กราบความเมตตาหลวงพ่อด้วยค่ะ

ตอบ : มันเข้ายุคเข้าสมัยเหลือเกิน มันเข้ายุคเข้าสมัยแท้ๆ

ในสมัยโบราณ สมัยก่อนนั้น ช้างเท้าหน้า ช้างเท้าหลัง ในครอบครัวของชาวพุทธ ในครอบครัวของสังคมไทย จะมีสิ่งใดจะเก็บไว้ไง จะเก็บไว้ในครอบครัวของตน กัดฟันทน สิ่งใดก็กัดฟันทน ในปัจจุบันนี้โลกเจริญขึ้น โลกเจริญขึ้น แม่บ้านทำงานมากขึ้น ทำงานมากขึ้น เขาถึงว่าไม่ให้เก็บกด ถ้าปัญหาในครอบครัวแล้ว ถ้าอยู่ด้วยกันไม่ได้ จะแยกกันอยู่ ถ้าแยกกันอยู่ เห็นไหม

เขาบอกว่าเขาเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว

นี่เข้ากับยุคเข้ากับสมัยไง แต่ถ้ายุคสมัยก่อน อดทนเพื่อครอบครัว อดทนเพื่อชาติเพื่อตระกูล อดทนเพื่อลูก มันเป็นยุคเป็นสมัยหนึ่ง สมัยปัจจุบันนี้ถ้ามีความขัดแย้งในครอบครัว เขาจะแยกกัน พ่อเลี้ยงเดี่ยว แม่เลี้ยงเดี่ยวเยอะมาก แล้วพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวมันก็ไปตกกับลูก แล้วไปตกกับลูก ถ้าลูกที่มีหลักมีเกณฑ์ แค่พ่อแม่ให้ชีวิตมานี้ก็มีบุญคุณแล้ว

สัตว์ เวลาสัตว์นะ พวกเสือ พวกเสือสายพันธุ์ต่างๆ มันเลี้ยงลูกของมันนะ เลี้ยงลูกของมัน การเลี้ยงลูก มันเลี้ยงลูกเพื่อพ้นจากการล่าของสัตว์อื่น แล้วพอมันเลี้ยงลูกของมันจนโตขึ้นมา มันต้องฝึกต้องสอน

เสือเด็กๆ เสือตัวเล็กๆ มันจะเล่นกัน มันจะอะไร นั่นมันฝึกฝนวิชาของมัน วิชาการล่า วิชาการหาอาหาร พอลูกมันโต มันก็ต้องแยกกันไปโดยธรรมชาติ พอลูกโตแล้ว มันก็ต้องแยกไปอยู่โดยอาณาจักรของมัน พ่อแม่ก็อยู่อาณาจักรของเขา

แล้วพ่อแม่อยู่อาณาจักรของเขา เวลาพอมีอายุมากขึ้นมันชราภาพ มันล่าไม่ได้ มันก็ต้องอด อดจนสิ้นชีวิตไป เพราะมันเป็นสัตว์กินเนื้อ

นี่พูดถึงว่าเวลาเลี้ยงลูกให้โต

มนุษย์เหมือนกัน เราก็จะเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานของเราให้โตขึ้น ถ้าลูกของเราเป็นคนดี ลูกของเรามีวิชาชีพ มีที่ยืนในสังคม พ่อแม่ภูมิใจ พ่อแม่ภูมิใจแค่นี้ พ่อแม่ภูมิใจต่อเมื่อลูกเราประสบความสำเร็จในชีวิต

แต่ถ้ามันเป็นแบบนี้ มันเป็นแบบนี้มันก็เป็นยุคเป็นสมัยไง ถ้ายุคสมัยมันเป็นแบบนี้ เราย้อนกลับมา เพราะคำถามถามว่า

ถ้าเขาตัดสินใจว่ามันเป็นเวรเป็นกรรม ถ้ามันเป็นเวรเป็นกรรม มันถึงทำความไม่เข้าใจกัน

ถ้าความเข้าใจกัน เพราะอะไร เพราะชีวิตเราก็มีลูกสองคน แล้วลูกนี้ก็คือหัวใจของเรา ลูกนี้ รักลูก พ่อแม่ที่เสียสละชีวิตได้ทั้งนั้นน่ะ เสียสละชีวิตให้ลูกเลย เพื่อปกป้องลูก

ถ้าลูกเขาจะเป็นอย่างนี้ เขาจะคิดของเขาอย่างนี้ มันเป็นยุคเป็นสมัย ถ้ามันเป็นยุคเป็นสมัยของเขาแล้ว เราทำหน้าที่ของเราด้วยความถูกต้องชอบธรรม เราทำคุณงามความดีของเรา

สิ่งนี้ จิตวิทยา เด็กของเรา พ่อแม่กลับบ้านได้กอดลูกหรือยัง แค่กอดลูกไง เพราะความอบอุ่น

แล้วสิ่งที่เกิดขึ้น เขาบอกว่า มีอยู่หนเดียว เวลามีปัญหาขึ้นมา ลูกจะบอกว่าแม่ไม่เอาใจใส่ แม่ปล่อยให้ลูกต้องเดินเข้าบ้านในเวลากลางคืน

นี่ครั้งเดียว มันเกิดเป็นประเด็น เป็นปมในใจของเขา

ถ้ามันเป็นประเด็น เป็นปมในใจของเขา จิตวิทยาเขาบอกไง ตั้งแต่เล็กๆ ถ้ามันเป็นปมขึ้นมาแล้ว โตขึ้นมาเขาจะมีปัญหา ถ้าโตขึ้นมามีปัญหา ถ้าเป็นเด็กคนอื่นล่ะ

เด็กกตัญญูนะ เขาต้องวิ่งผ่าความมืด เขาต้องวิ่งผ่าทางระยะไกลของเขาเพื่อกลับไปบ้าน ไปเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวพ่อแม่ปู่ย่าตายายคนใดคนหนึ่งติดเตียง ถึงเวลาแล้วต้องวิ่งกลับไปนะ เพื่อป้อนอาหารคนเฒ่าคนแก่ นี่ถ้าเด็กกตัญญู ทำไมเขาไม่คิดน้อยใจเลยล่ะ ทำไมไม่คิดว่าพ่อแม่เขาไม่ใส่ใจเขาเลยล่ะ

แต่นี่ก็แค่ครั้งเดียว เขาบอกว่าแค่ครั้งเดียว แต่เขาเอามาพูดทุกครั้งที่เกิดการทะเลาะกันว่าพ่อแม่ไม่เอาใจใส่เขา

ถ้าไม่เอาใจใส่เขา นั่นมันเป็นกรรมของสัตว์

สิทธิของความเป็นแม่นะ แม่ก็คิดได้เหมือนกัน แม่ก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน แม่ก็คิดเป็น เราก็คิดได้ เราก็คิดเป็น แต่เราไม่คิด ถึงคิด เราก็เก็บไว้ภายใน นี่ลูกของเรา

ฉะนั้น เราจะบอกว่า แม่ต้องใจเข้มแข็ง สิ่งใดจะเกิดขึ้นมันพ้นจากการควบคุมของเรา กรรม กรรมเวลามันให้ผล กรรมเวลามันทำให้คนทุกคนเข้าใจผิด เข้าใจไปตามกรรมของเขา แล้วถ้าเวลามันเข้าใจแล้วนะ เฮ้อ! ถ้ามันหมดแค่นี้จบนะ แต่ถ้ามันไม่ปล่อยวาง มันไม่ เฮ้อ! ทิฏฐิมันเต็มหัวใจ ถ้าเต็มหัวใจมันก็กรรมของสัตว์ ถ้ากรรมของสัตว์ เห็นไหม

ฉะนั้น เวลาเรามีลูกสองคน ลูกสองคนนะ คนโตมีทิฏฐิมานะแบบนี้ แต่คนเล็กพูดจาเข้าใจกันได้

มันมีหลายครอบครัวนะ สามีหรือภรรยาแยกทางกัน หรือสามีและภรรยาใครเสียชีวิตไปไง เราบอกว่า เราอยู่ใกล้เขามาก เพราะเรามีลูก ลูกซีกหนึ่งเป็นพ่อ ซีกหนึ่งพ่อ ซีกหนึ่งแม่ เรากอดลูกก็เหมือนกอดสามีหรือกอดภรรยาของเรา มันแตกต่างตรงไหน ลูกคนหนึ่ง ๕๐ เปอร์เซ็นต์เป็นซีกพ่อ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เป็นซีกแม่

นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่ว่าเขาจะดื้อ เขาจะอะไร เราต้องเข้มแข็งนะ ภาษาเรานะ พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก พ่อแม่ให้อภัยได้ทุกอย่าง แล้วพ่อแม่ก็ไม่ต้องไปพูดทวงบุญทวงคุณ ไปพูดอะไรทั้งสิ้น เพราะยิ่งพูดยิ่งไปทับถมให้มันมากขึ้น เขาไม่พอใจอยู่แล้ว คำพูดจะดีขนาดไหน เขาก็ตีเป็นลบทั้งนั้น ฉะนั้น พ่อแม่ต้องเข้มแข็ง ทำดีต่อไป เลี้ยงดูต่อไป แล้วชักนำเขา

ถ้าเวรกรรมนะ มันเบาบางลง เขาคิดได้เองน่ะ ถ้าเวรกรรมไม่เบาบางลงนะ มันก็เป็นหน้าที่ของเรา อย่างที่เขาคิดน่ะ พ่อแม่มีหน้าที่เลี้ยงดูเขา แล้วเขาโตแล้วเขาก็จะบินๆ เขาจะบินไปจากเราอยู่แล้ว เราก็มีหน้าที่เลี้ยงเขา เราก็ทำหน้าที่ของเราสมบูรณ์แบบไง

อย่าเสียใจ อย่าเสียใจ อย่าคิดน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะซีกหนึ่งในตัวเขา ของเรานะ ซีกหนึ่งในตัวเขา ของพ่อเขา นั่นน่ะลูกของเรา

สิ่งที่เราเลี้ยงดูมา มันเป็นสัจธรรม พ่อ แม่ ในเมื่อเป็นชาติเป็นตระกูล แล้วมันไม่ใช่เกิดชาตินี้ชาติเดียว สิ่งที่มันเกิดมาๆ นะ มันผลัดกันเป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกมาตลอด มันต้องมีเวรมีกรรมมาต่อกัน ถ้าไม่มีเวรไม่มีกรรมมาต่อกัน มันจัดสรรให้มาเป็นแบบนี้ไม่ได้

คนร่ำคนรวยนะ อยากมีบุตร มีได้ยาก ไอ้คนทุกข์คนจนนะ โอ้โฮ! ลูกเป็นแพเลย แล้วเกิด ใครอยากไปเกิดเป็นลูกคนจน เราก็อยากเกิดเป็นลูกคนรวยทั้งนั้นน่ะ แต่มันต้องมีบุญมีบาปร่วมกันมา มันต้องมีเวรมีกรรมร่วมกันมา มันถึงมาเกิดร่วมกัน ถ้ามันเกิดร่วมกันแล้ว เราแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เพราะในชาติปัจจุบันนี้

สิ่งที่จะแก้ไขที่พูดกันอยู่นี่ไง สิ่งที่จะแก้ไขได้คือตั้งสติไว้ ไม่ต้องไปน้อยใจ ไม่ต้องน้อยใจ เราก็ยังรักเขาอยู่เหมือนเดิมนั่นน่ะ แล้วเราก็ยังดูแลเขาอยู่เหมือนเดิม แต่เรามาฝึกใจของเราให้เข้มแข็ง ใจของเราน่ะ ใจของเราให้มีรัตนตรัย มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธเจ้าสั่งสอนเราแล้ว พระธรรมๆ ไง พระธรรมคือสัจธรรมที่มันเกิดขึ้น นี่ธรรมมันเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ลูกมันเอ็ดเรานี่

หลายๆ คนนะ ช็อกเลยนะ หลายๆ คนได้สติขึ้นมานะ หลายๆ คนลูกมันเทศน์ให้เราฟังนะ แล้วเราตั้งสติไว้ แล้วเราฝึกหัดหัวใจของเรา

ส่งเสียเขา อย่างที่เขาว่า จบแล้วให้เขาไป ลูกคนเล็กถ้ามันคุยกันรู้เรื่องก็จบ ถ้าเขาดูแลเราบ้าง ขอบใจ ถ้าเขาไม่ดูแลเรา ไม่เป็นไร เราทำงานได้ ยิ่งดีใหญ่ เขาออกจากอ้อมอกเราไปแล้ว

แต่เวรกรรมเวลามันให้ผลนะ มันจะซ้ำรอยเลย เวลาเขาไปมีลูกมีเต้านะ ถ้ามันซ้ำรอยมานะ เขาจะคิดถึงเรา เราเคยทำแบบนี้กับพ่อกับแม่

แล้วยุคสมัย เห็นไหม ยุคสมัยเดี๋ยวนี้มันยิ่งเร็วขึ้น แล้วมันยิ่งหนักขึ้น กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ใครทำกรรมทำเวรสิ่งใดมา เดี๋ยวเวรกรรมมันจะตอบสนอง แล้วตอบสนองแล้วเขาก็จะคิดได้ แล้วมันก็จะเป็นวัฏจักรอย่างนี้ไป

ฉะนั้น เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ฟังธรรมๆ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบธรรมๆ แล้วเวลาประพฤติปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา มันเกิดกับหัวใจของเราแล้ว เราเห็นแล้วนะ สังเวชไหม

พอมันสังเวช เห็นไหม การครองเรือนแสนยาก ใจเราก็ล่อกแล่ก ใจคู่ครองก็ล่อกแล่ก ยิ่งใจลูกๆ ยิ่งล่อกแล่กใหญ่เลย แล้วเราก็ได้เห็น แล้วเราก็ได้สัมผัส

ถือพรหมจรรย์ ไม่ครองเรือน อยู่ด้วยตนเอง พออยู่ด้วยตนเอง มันก็จะหดสั้นเข้ามา

ถ้าเราได้ประสบการณ์อย่างนี้มันจะคิดได้ แล้วมันจะเห็นเองว่า ไม่เห็นอะไรเป็นความสุขเลย แล้วเราก็ต้องรับผิดชอบ เราก็ต้องขวนขวาย เพราะเราสร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น

แต่ถ้าเรามีสติมีปัญญา มันเห็นโทษเลย การครองเรือน ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเยอะแยะเลย การครองเรือนนะ สุขนิดหนึ่ง ทุกข์ทั้งนั้น เปรียบเหมือนวิดทะเลทั้งทะเล แล้วได้ปลาตัวเดียว

การครองเรือนทุกข์เยอะแยะ แต่มันชอบ มันพอใจ มันอยากครอง แต่ถ้ามันเห็นโทษบ่อยๆ เข้า เห็นไหม ไม่ครองเรือน อยู่พรหมจรรย์ การอยู่แบบพรหมจรรย์อยู่แบบตัวคนเดียว ถ้าอยู่ตัวคนเดียว เราก็รักษาตัวของเรา แล้วถ้าเป็นไปได้ เราฝึกหัดปฏิบัติ พอฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันจะเป็นจริงเป็นจังในหัวใจของเรา

ฉะนั้น ลูกสองคนก็นิสัยแตกต่างกัน

ฉะนั้น มันเป็นยุคเป็นสมัยหนึ่ง เราเกิดในยุคในสมัยแบบนี้ สภาวะแวดล้อมแบบนี้ มันชักนำให้เด็กเป็นอย่างนี้

ถ้าคนเรานะ มีบุญมีบาปมาต่อกัน เราโอบ เรากอด เราดูแลใกล้ชิดเรา จะไม่เป็นแบบนี้ เขาอยู่สังคมของเขา แต่เขาก็ยังมีกตัญญู เขาก็ยังนึกถึงคนที่มีบุญคุณกับเขา

แต่ถ้าเขาอยู่ในยุคสมัยแบบนี้ แล้วจิตใจของเขาเชื่อไปตามยุคตามสมัยไง เขาไม่เชื่อเรื่องบุญเรื่องบาปนะ

มันก็กรรมของสัตว์ไง แล้วเราทำอะไรได้ล่ะ ไปร้องไห้ให้มันเห็นนะ มันยิ่งได้ใจ ไปร้องไห้ให้มันเห็น มันพอใจเลย

เข้มแข็ง ทำตามหน้าที่ ดูแลของเรา จะดีหรือจะเลวอย่างใดก็ลูก แล้วสิ่งที่เกิดขึ้น นี่ไง พระพุทธเจ้าสอนไง กรรมของสัตว์ไง เวลากรรมมันให้ผลไง ยิ้มรับเลย แล้วมันเป็นการทดสอบด้วย ทดสอบหัวใจของชาวพุทธว่าเอ็งเป็นชาวพุทธจริงหรือเปล่า

ถ้าเป็นชาวพุทธจริง นักรบเวลาออกศึกสงครามมันไม่หวั่นไหว

นักรบออกศึกออกสงครามก็ไม่กล้า ทำสิ่งใดก็ทำไม่เป็น มันเป็นนักรบที่ไหน

นี่ก็เหมือนกัน เกิดเหตุกระทบขึ้นมา จิตใจของเรามันได้เผชิญแล้ว นักรบจะรบกับอารมณ์ของตน รบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของตน

สู้มันสิ นักรบไง นักรบของพระพุทธเจ้า นักรบของพระพุทธเจ้าจะรบ รบกับกิเลสตัณหาในใจของตน โดยกระตุ้นจากลูกๆ โดยการกระตุ้นจากสิ่งรอบข้าง เรารบกับมัน

ถ้ามันเป็นจริงเป็นจัง เห็นไหม ถ้าเป็นจริงเป็นจังนะ โยมจะขอบคุณลูกคนนี้ ลูกคนนี้ฝึกให้เราโตขึ้น ลูกคนนี้ฝึกให้เราเข้มแข็ง ลูกคนนี้ฝึกให้เราได้เห็นธรรมะ

ถ้าจิตใจของเราเข้มแข็ง เราจะขอบคุณ ขอบคุณมันด้วย ว่ามันมากระตุ้นให้เราเกิดภาวะอย่างนี้ แล้วเรามีสติมีปัญญาได้ต่อสู้กับมัน แล้วก็จะหันมากราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หันมากราบพุทธะในหัวใจของตน สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์ เอวัง